"ปวิณ ภิรมย์ภักดี" : 1 ปีในลีกรองกับประสบการณ์ที่เงินซื้อไม่ได้



ย้อนเวลากลับไปในปี 2018 ของศึกฟุตบอลไทยลีก 1 เมื่อการแข่งขันนัดที่ 34 สิ้นสุดลง บทสรุปของฤดูกาล มีเรื่องราวให้ประหลาดใจ

สโมสรบีจี ปทุม ยูไนเต็ด หรือที่หลายคนอาจรู้จักในชื่อเดิม บางกอกกลาส เอฟซี ต้องตกชั้นจากลีกสูงสุดของเมืองไทย ลงไปเล่นในลีกพระรอง ศึกไทยลีก 2 เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของสโมสร

ภาพของนักเตะ ทีมงาน แฟนบอลที่ร้องไห้ในวันนั้น ถูกเผยแพร่ทั้งทางโทรทัศน์ และโลกออนไลน์ จากผู้คนมากมายที่อยู่ในสนาม

แต่มีหนึ่งคนที่ไม่ได้เสียน้ำตา ให้กับการตกชั้น แม้ว่าเขาอาจเป็นคนที่เสียใจมากที่สุด กับการตกชั้นของทีม

เขาคือ ปวิณ ภิรมย์ภักดี เจ้าของสโมสร

จากวันที่ร่วงหล่น มาจนถึงวันที่บีจี ปทุม ยูไนเต็ด กลับขึ้นสู่ไทยลีก 2 ด้วยการคว้าแชมป์อย่างสมศักดิ์ศรี ปวิณ คือบุคคลที่อยู่เบื้องหลัง การพาสโมสรฟุตบอลที่ตัวเอง สร้างขึ้นมากับมือ กลับไปอยู่ในที่ที่ควรอยู่อีกครั้ง

การตกชั้นลงไปเล่นไทยลีก 2 อาจกลายเป็นจุดด่างพร้อยของหน้าประวัติศาสตร์สโมสร แต่สำหรับนายใหญ่ของรังกระต่ายแก้ว นี่อาจเป็นประสบการณ์ ที่ล้ำค่าที่สุด ตลอด 11 ปี ของการทำสโมสรฟุตบอลอาชีพ

ย้อนไปช่วงท้ายฤดูกาล 2018 ตอนนั้นเตรียมใจกับการตกชั้นไว้แค่ไหน?

ตอนนั้นผมเผื่อใจไว้ ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ เพราะในใจลึกๆ ผมสังหรณ์ใจว่า โอกาสตกชั้นของเรายังคงมีอยู่ ไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์

ช่วงนั้นผมพูดเล่นเรื่องการตกชั้น กับทางนักเตะและทีมงานอยู่บ่อยครั้ง ประมาณว่า ถ้าตกชั้นไป ก็ถือว่าเป็นโอกาสดีนะ จะได้ปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ในองค์กร คือเราพูดไปแบบนั้น เพื่อให้ตัวเองรู้สึกดีด้วยมั้ง (หัวเราะ) เหมือนปลอบใจตัวเองว่า การตกชั้นก็ไม่ใช่เรื่องแย่

และสุดท้ายเราก็ตกชั้นจริงๆ










ความรู้สึกในวินาที ที่ตกชั้นเป็นอย่างไร?

เกมสุดท้าย เราขอแค่แต้มเดียวเพื่อรอดตกชั้น แต่ปรากฏว่า เราแพ้...ซึ่งผมเตรียมใจเอาไว้แล้วนะ ประมาณว่าถ้าเราตกชั้นจริงๆ ต้องทำตัวอย่างไร

พอเราตกชั้นจริงๆ ถามว่าเสียใจ ร้องไห้ ฟูมฟายไหม? ไม่ขนาดนั้น

แต่อารมณ์ตอนนั้น มันช็อคมากกว่า มันช็อคที่ว่า เราตกชั้นจริงๆ ตกชั้นตามที่ตัวเองสังหรณ์ไว้

ยิ่งมองไป เห็นทีมงาน เห็นแฟนบอล เห็นนักฟุตบอล ทั้งรุ่นเด็ก รุ่นใหญ่ ร้องไห้กันหมด แทบทุกคน

ผมยิ่งไม่รู้สึกอะไรได้เลย นอกจากต้องปลอบใจพวกเขา ช่วยพวกเขาให้มากที่สุด เหมือนเป็นสิ่งที่ผมคิดว่า เราน่าจะทำได้ดีที่สุดในตอนนั้น

แต่ตอนขับรถกลับบ้าน เศร้านะ คืนนั้นกลับบ้านไป นอนไม่หลับทั้งคืน นอนคิดทั้งคืนว่า “เฮ้ย มันเป็นไปได้อย่างไร เราตกชั้นจริงๆเหรอ”

สุดท้ายผมมาปลอบใจตัวเองว่า ไม่เป็นไร ยังมีลีกคัพ ถ้าเราคว้าแชมป์ลีกคัพได้ อย่างน้อยก็เป็นของขวัญปลอบใจแฟนบอลได้ ถึงจะตกชั้น แต่เราก็ได้ถ้วยติดมือ

ตอนนั้นผมพยายาม ไม่คิดหมกมุ่น กับเรื่องที่เราตกชั้น คิดแต่เรื่องเกมนัดชิงลีกคัพ ที่จะมาถึง

ปรากฎสุดท้ายเราแพ้ ไม่ได้แชมป์ ช้ำใจมากขึ้นไปอีก สองเท่าเลย

สุดท้ายหลังจบนัดชิงลีกคัพ ผมไม่คุยเรื่องฟุตบอลกับใครเลย 2 สัปดาห์ ไม่แม้แต่คนเดียว

กลับมาจากความผิดหวัง ได้อย่างไร?

เราก็ต้องไปต่อ หลังจากผ่าน 2 สัปดาห์ ผมเริ่มมานั่งวางแผนแล้วว่า จะไปทางไหนต่อในฤดูกาล 2019 บนไทยลีก 2 กับเป้าหมายที่ชัดเจนของเรา คือกลับไปเล่นไทยลีก 1 ภายในฤดูกาลเดียว

การเตรียมการในไทยลีก 2 ต่างจากไทยลีก 1 มากน้อยแค่ไหน?

สำหรับผมถือว่า การเตรียมการต่างกันเยอะนะ เราต้องเปลี่ยนแปลงแนวทาง ใช้งบทำทีมน้อยกว่าเดิมเพราะรายได้เราลดลง

เป็นไปไม่ได้ที่เราจะใช้งบประมาณ เท่ากับตอนอยู่ ไทยลีก 1 อย่างเช่นค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ จาก 20 ล้านบาท เหลือแค่ 5 ล้านบาท (หัวเราะ)

พองบประมาณลดลง เราก็ไม่สามารถจ้างนักเตะชื่อดัง แบบที่เราเคยใช้แบบในอดีต เราต้องปรับตัวตามงบประมาณที่เปลี่ยนไป

ซึ่งมันก็ตอบโจทย์ตรงที่ว่า เราต้องการนักเตะ ที่รู้จักไทยลีก 2 ดีอยู่แล้ว มาช่วยพาเรากลับไป ไทยลีก 1 ซึ่งนักเตะเหล่านี้ ค่าเหนื่อยไม่แพง

นอกจากนี้ ผมมองว่า การตกชั้นลงมา เป็นโอกาสดี ที่เราจะได้ผลักดันผู้เล่นเยาวชนของเรา ให้มีประสบการณ์มากขึ้น สร้างกระดูกให้เขา ให้มีประสบการณ์ เพื่อหวังให้เป็นอนาคตของเรา ในช่วงสัก 3-5 ปีข้างหน้า










ดูเหมือนแนวทางของทีม จะเปลี่ยนแปลงไปพอสมควร?

อย่างที่ผมบอกไป ถ้าตกชั้นลงมา คงได้ปรับเปลี่ยนอะไรหลายอย่าง ผมจึงใช้โอกาสนี้ ปรับเปลี่ยนโครงสร้างฟุตบอลของทีมด้วย

เมื่อก่อนผมพูดตลอดว่า ฟุตบอลของบีจีเป็นฟุตบอลเอนเตอร์เทนต์ แต่เอาเข้าจริง คำว่าฟุตบอลเอนเตอร์เทนต์ มันกว้างนะ...สมัยก่อนผมไม่สามารถบอกได้ว่า ฟุตบอลเอนเตอร์เทนต์ของบีจี ตกลงมันคือฟุตบอลแบบไหนกันแน่

ผมจึงถือโอกาสจากการตกชั้น ในการวางแผนรูปแบบการเล่นที่ชัดเจนของบีจี เมื่อเรากลับไปไทยลีก 1 เราก็จะยังคงรูปแบบฟุตบอลนี้ไปตลอด ซึ่งสุดท้าย ก็ยังคงเป็นรูปแบบการเล่นฟุตบอลบุก สนุกเหมือนเดิม แต่เน้นความรัดกุม ในการรักษาผลการแข่งขันมากยิ่งขึ้น

หรือในแง่ของการบริหารองค์กร ผมกล้าตัด กล้ายุบอะไรที่ไม่จำเป็น ผมหันมาให้ความสำคัญกับโครงสร้างมากขึ้น เข้าหาและพูดคุยกับผู้เล่นโดยตรงมากขึ้น

สมัยก่อน ผมไม่กล้าตัดอะไรเลยนะ ไม่กล้าตัดงบประมาณ ไม่กล้าตัดหน่วยงาน ไม่กล้าตัดผู้เล่นออก เพราะอะไรรู้ไหม เพราะผมกลัวตกชั้น แต่สุดท้ายผมก็ตกชั้น จากความไม่กล้าของตัวเอง

เปลี่ยนแปลงเยอะขนาดนี้ มั่นใจแค่ไหนว่าจะได้เลื่อนชั้นในปีเดียว?

มั่นใจมาก มั่นใจกว่าตอนที่เราอยู่ไทยลีก 1 แทบจะทุกปี… มั่นใจกว่าปี 2014 ที่เราได้แชมป์ เอฟเอคัพ เพราะว่าตอนนี้ ผมเข้าใจในการบริหารทีมฟุตบอลมากขึ้น

ยกตัวอย่าง เรื่องการบริหารนักเตะ ผมยอมรับว่า สมัยก่อนผมคิดแค่ว่า เราต้องเอานักเตะชื่อดัง เราต้องเอานักเตะตัวทีมชาติทั้งไทย ทั้งต่างประเทศ

อยากได้ตัวนี้ ต้องเซ็นมาให้ได้ แต่เราไม่เคยมองที่ระบบ ว่าสุดท้ายนักเตะเหล่านี้ ที่เราดึงตัวมา จะเข้ากับระบบของทีมได้ไหม

ตอนนี้ผมเข้าใจแล้ว ผมต้องการนักเตะที่เข้ากับระบบทีม เข้ากับการทำงานแบบเราได้ ชื่อเสียงไม่ใช่เรื่องสำคัญ นักฟุตบอลจากไทยลีก 2 อาจจะเล่นดีกว่านักเตะฟุตบอลทีมชาติก็ได้นะ ถ้าเขาเล่นเข้าระบบ

สมัยก่อนผมไม่กล้า จะเอานักเตะระดับไทยลีก 2 มาเล่น แต่ผมไม่เคยรู้เลยว่า นักเตะเหล่านี้เล่นดีมาก และเล่นเป็นระบบด้วย มีความทะเยอทะยาน มีความมุ่งมั่นเต็มร้อย เพียงแต่ก่อนหน้านี้ ผมไม่เคยรู้ เพราะผู้เล่นพวกนี้ ไม่มีโอกาส

ผมลงมาทำทีมในไทยลีก 2 ผมเห็นใจของนักเตะ ทำให้ผมรู้เลยว่า หัวใจสำคัญแค่ไหนในการเล่นฟุตบอล ถ้าหัวใจไม่ได้ ก็ไม่มีทางเล่นดี

ต่อให้ไปซื้อนักเตะดีกรีทีมชาติมา แต่ถ้าใจเขาไม่มาด้วย ก็ไม่มีประโยชน์

ฟุตบอลไทยลีก 2 ดูเหมือนจะให้อะไรกับคุณหลายอย่าง?

ฟุตบอลไทยลีก 2 ให้อะไรผมเยอะนะ ช่วยให้ผมเข้าใจหลายสิ่งหลายอย่าง เหมือนได้เปิดโลก

ผมเปลี่ยนรูปแบบแนวทาง การเลือกนักเตะใหม่ และเราประสบความสำเร็จอย่างดี เราได้พบนักเตะจากไทยลีก 2 ซึ่งทำผลงานได้ดี สามารถเล่นในไทย